» MAGAZINE TO SAVE THE WORLD «
 Home  About us  Contact us
Register MEMBER
• Home
• Green Magazine
• Green News
• Green People
• Green Directory
Green on Facebook

การประชุมสิ่งแวดล้อม PACEM IN MARIBUS ครั้งที่ 34
2013-09-16     Posted in Green News
Facebook Twitter More...

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันมหาสมุทรระหว่างประเทศ ได้จัด การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ หรือ PACEM IN MARIBUS ครั้งที่ 34 (International Forum ‘Sustainable Governance of the Ocean) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพล่าซ่าลาดพร้าว เขตจตุจักร โดย การประชุมจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือสนับสนุนจากองค์กรหลัก ซึ่งประกอบด้วยสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI), สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ONWF), สำนักเลขาธิการนายก รัฐมนตรี, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (DMCR) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (NDWC) กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและการสื่อสาร, กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีนักวิชาการจากต่างประเทศที่มีประสบการณ์ เดินทางมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ ผลเสียหายที่เกิดจากสารพิษต่อมหาสมุทรทั่วโลก พร้อมยังได้นำกรณีศึกษา : การรั่วของน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก เมื่อปี พ.ศ.2553 ในทะเลน้ำลึก ซึ่งได้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณชายฝั่งทะเลอย่างมหาศาล

ดร.เดวิด เคราส์ (Dr.David Krause) ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และสารพิษที่มีผลต่อสุขภาพ รวมทั้งการป้องกันและแก้ปัญหาในระดับนานาชาติ จากบริษัท จีโอซินเทค จำกัด (Geosyntec) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ท่อน้ำมันรั่วลงลงสู่อ่าวไทย เป็นระยะทางยาวกว่า 19 กิโลเมตร ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเกาะเสม็ดแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย ซึ่งในปัจจุบันองค์กรที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานทางภาครัฐกำลังดำเนินการแก้ปัญหา และประเมินผลกระทบด้านรวมทั้งยังได้มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

“ผลกระทบจากท่อส่งน้ำมันรั่ว ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในบริเวณชายฝั่ง คืออาจจะสร้างความเสียหายให้กับสัตว์ทะเล, การประมงชายฝั่ง และสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลชื่อดังนั้น อาจมีผลมากเกินกว่าที่เราคาดคิด แต่อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนกลับไปดูปัญหาที่สะสมจากภาคอุตสาหกรรม ที่มีต่อน้ำ อากาศ พื้นดิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ค่อยๆ เกิดการสะสมมาทีละน้อย เป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี ก็จะพบว่าเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมแบบฝังรากลึก มากกว่าปัญหาท่อน้ำมันรั่วลงสู่อ่าวไทยเสียอีก เพราะเป็นการทำลายและสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารมานานหลายปีแล้ว น้ำมันที่รั่วออกมาจากเหตุการณ์ครั้งนี้ อาจจะส่งผลกระทบทันทีต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยว และต่อชุมชน โดยเฉพาะที่เกาะเสม็ดซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สงวน ดังนั้นชุมชนในท้องถิ่นอาจได้รับผลกระทบโดยตรง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อดิน น้ำ ปลา สัตว์น้ำ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดคราบน้ำมันที่อาจยังหลงเหลืออยู่ รวมถึงคุณภาพของอากาศที่จะแย่ลง เนื่องจากเราไม่สามารถกำจัดคราบน้ำมัน ที่เป็นมลพิษได้ในเวลาอันรวดเร็วนอกจากนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้น่าวิตกกังวลว่า การบริโภคอาหารทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณทะเลน้ำลึก จะยังปลอดภัยในระยะยาวอยู่อีกหรือไม่ เพราะการปนเปื้อนของโมเลกุลน้ำมันดิบหรือสารพิษที่ตกค้างใต้ท้องทะเลอาจ จะเป็นอันตรายต่อระบบการกินอาหารของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลได้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาอีก 2-3 ปี ถึงจะสามารถตรวจสอบได้”

ด้านดร.ปรานต์ สยามวาลา นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI) จากประเทศไทย ได้กล่าวว่า “ปัจจุบันมีสารพิษที่สะสมอยู่ในน้ำทะเลเป็นปริมาณมาก หลายคนมองว่าเป็นผลพวงมาจากในภาคอุตสาหกรรม แต่ที่จริงแล้วสารพิษที่ไหลลงสู่ท้องทะเลนั้นมาจากทุกทิศทาง ทั้งจากแม่น้ำ อากาศ อาหาร และขยะที่มนุษย์ได้บริโภคเข้าไป ซึ่งอาจแบ่งกลุ่มที่มาของสารพิษที่ไหลลงสู่ท้องทะเลออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
1) สารพิษจากภาคเกษตรกรรม ที่พบมากที่สุดคือสารพิษจากปุ๋ยเคมีในภาคเกษตรกรรมของบ้านเรา ที่ได้ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองและลงทะเล จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Plankton Bloom หรือปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี ซึ่งก็คือน้ำจะชะเอาหน้าดินซึ่งมีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ลงไปในทะเลด้วย กลายเป็นอาหารของแพลงตอนซึ่งมีอยู่หลายชนิด ส่วนมากจะลอยอยู่เหนือน้ำทะเล เมื่อได้รับอาหารคือปุ๋ยต่างๆ เข้าไป แพลงตอนก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่ออาหารหมดมันก็จะตายลงอย่างมหาศาล ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในน้ำขาดออกซิเจน และตายลงไป
2) สารพิษจากภาคอุตสาหกรรม ที่พบมากคือสารปรอท โดยจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำทะเล สัตว์น้ำที่จับได้ในบริเวณที่มีสารปรอทสูง เมื่อบริโภคเข้าไปอาจตจะทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง สารปรอทที่กระจายอยู่ในทะเลนั้นไม่ใช่ผลมาจากน้ำมันรั่วแต่เพียงอย่างเดียว โดยมากจะมาจากการสะสมเป็นเวลานาน จากการวิจัยในทั่วโลกพบว่าสารปรอทจะระเหยอยู่ในอากาศ โดยมาจากขบวนการกลั่นน้ำมันและแก็ส โดยสารปรอทนี้เมื่อได้ตกลงสู่ผิวน้ำทะเล ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ทางทวีปยุโรปจะมีมาตรการที่เข้มงวดกับโดรงการต่างๆ ที่จะต้องมีเทคโนโลยีในการป้องกันสารปรอทระเหยมาในอากาศ โดยปริมาณน้ำมันรั่วในทะเลนั้น จากสถิติพบว่ามาจากการเดินเรือขนาดใหญ่ในมหาสมุทร ซึ่งมีส่วนปล่อยน้ำมันรั่วลงทะเลได้ถึง 35% ขณะที่น้ำมันรั่วจากท่อส่งจะมีแค่ 10%
และ 3) คาร์บอน ไดออกไซด์ ที่ไหลออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ 60% เมื่อได้ตกลงมาสู่น้ำทะเล จะกลายเป็นสารพิษทำให้ทะเลกลายเป็นกรด ทำให้แพลงตอนซึ่งอยู่ที่ผิวน้ำตายลงไป ซึ่งในระยะ 60 ปีที่ผ่านมานี้ ปริมาณของแพลงตอนทั่วโลกได้ลดปริมาณลงไปถึง 40% และคาร์บอนไดออกไซด์ในทะเลก็ได้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ออกซิเจนกลับลดน้อยลง ซึ่งจะพบว่าในปัจจุบันเชื้อโรคต่างๆ มีปริมาณให้เห็นเพิ่มมากขึ้นครับ” ดร.ปรานต์ กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องสารพิษที่ไหลลงสู่มหาสมุทร หรือเรื่องอื่นๆ จากการประชุม จะสามารถคลิกไปดูรายละเอียดได้ที่ www.g2dmalta.com/PIM2013 หรือในเว็บไซต์ของสถาบันมหาสมุทรระหว่างประเทศ www.ioinst.org ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป



 BGRIM ยัน 2 โรงไฟฟ้ากำลังผลิต 240 MW ไม่มีสะดุด มั่นใจ SCOD ภายในปี 64 ตามแผน
 ASEAN Sustainable Energy Week 2018 จัดใหญ่ ชูคอนเซ็ปต์ ข้ามขีดจำกัดสู่พลังงานทางเลือกอนาคต
 บี.กริม ฉลองครบรอบ 140 ปี จัดนิทรรศการ “ฝากไว้ในแผ่นดิน 140 ปี บี.กริม”
 บ. บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ MOU ร่วมทุน บ.ยูนิเวฟ
 รมว.พลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์
 กฟภ. จับมือ เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต เตรียมเปิดเวทีแสดงสินค้า Thailand Lighting Fair 2018 ตามแนวงาน Light+Building
 กระทรวงอุตฯ ยกระดับ 1,500 โรงงาน เข้ามาตรฐาน Eco Town เผย 13 แห่งผ่านเกณฑ์เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
 WDC ยกทัพสินค้าร่วมมหกรรม “สถาปนิก’61” สร้างแบรนด์ด้วยเอกลักษณ์ และนวัตกรรมตอบโจทย์ลูกค้า
 ยิปรอค ผนึกกำลัง เวเบอร์ และ แซง-โกแบ็ง กลาส นำเสนอโซลูชั่นการก่อสร้าง ภายใต้แนวคิด Multi Comfort ในงานสถาปนิก 61
 บีไอจีมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ากว่าล้านบาทให้กับ 5 โรงพยาบาลรัฐในภาคเหนือ

ดูข่าวทั้งหมด »

Home About us Green Magazine Green News Green People Green Directory Contact us
Copyrigth©GREENNETWORKTHAILAND.COM All rigth reserved.