พลังงานมีความสำคัญต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้ โลกจะอยู่ไม่ได้หากปราศจากพลังงาน ขณะที่พลังงานล้วนแต่ใช้มาแล้วก็หมดไป เช่น น้ำมันหรือไฟฟ้า ในปัจจุบันทั่วโลกได้เล็งเห็นความสำคัญของพลังงานที่กำลังจะหมดไป ด้วยการปรับปลี่ยนเข้าสู่ยุคของการสร้างพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดเข้ามาใช้งาน พร้อมกับการคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

          การเปลี่ยนแปลงของทั่วโลกไปสู่การผลิตกระแสไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ไม่ใช่วิสัยทัศน์ในระยะยาว แต่เป็นความจริงที่เป็นรูปธรรมซึ่งเป็นผลงานวิจัยชิ้นใหม่ของ Lappeenranta University of Technology (LUT) และ Energy Watch Group (EWG) การศึกษาได้รับการนำเสนอในระหว่างการประชุมสุดยอด Global Energy Solutions Showcase (GRESS) ในระหว่างการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติครั้งที่ 23 ในกรุงบอนน์

          ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาพบว่าระบบผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทนทั่วโลกไม่เพียงแต่เป็นไปได้ แต่จริงๆแล้วมีความคุ้มค่ากว่าระบบที่มีอยู่ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่ากว่าในปัจจุบัน

https://cdn.pixabay.com/photo/2017/04/15/11/01/renewable-2232160_960_720.jpg

          อย่างไรก็ตาม ศักยภาพและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงพื้นที่เก็บข้อมูลสามารถสร้างพลังงานที่เพียงพอและมีความปลอดภัยเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกได้ภายในปี 2050 จากแบบจำลองของการวิจัยพบว่าระดับราคาต้นทุนพลังงานทั้งหมดจะลดลงจาก 70 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงในปัจจุบันเหลือเพียง 52 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง ภายในปี 2050 และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน 100% จะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคไฟฟ้าลดลงเป็นศูนย์และลดการสูญเสียพลังงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในการเปลี่ยนแปลงนี้ยังจะสร้างตำแหน่งงานใหม่อีก 36 ล้านตำแหน่งในกระบวนการนี้ด้วย ทั้งนี้ คาดว่าประชากรโลกจะเติบโตจาก 7.3 พันล้านคน เป็น 9.7 พันล้านคน ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกสำหรับภาคไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจาก 24,310 TWh ในปี 2015 เป็น 48,800 TWh ภายในปี 2050 เช่นกัน

          หากพิจารณาจากการปล่อยคาร์บอนจากแบบจำลองนี้จะเห็นว่ามันลดลงอย่างรวดเร็วถึง 80% ในระหว่างปี 2020 – 2030 และใช้เวลาอีก 20 ปีค่อยๆลดลงจนเป็นศูนย์ในปี 2050 และดูจากกราฟการปล่อยคาร์บอนแบบแยกตามภูมิภาคด้านล่างเห็นได้ชัดเลยว่าประเทศไหนเป็นตัวการสำคัญ  

          ในงานวิจัยยังได้เน้นย้ำว่าจำเป็นจะต้องใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนทุกชนิด คลังและอุปกรณ์เก็บพลังงานทุกรูปแบบ รวมไปถึงเทคโนโลยีการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และยังแสดงให้เห็นการเพิ่มมากขึ้นของโซลาร์ฟาร์มและคลังแบตเตอรี่เนื่องจากราคาที่ลดลง พลังงานลมจะเป็นคู่แข่งสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ช่วงสั้นๆ ในปี 2020 แต่ในที่สุดจะลดบทบาทลงไป

          การศึกษาเรื่อง “ระบบพลังงานโลกจากพลังงานทดแทน 100%” จะมีนัยสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายและนักการเมืองทั่วโลกเนื่องจากเป็นการปฏิเสธข้อโต้แย้งที่นักวิจารณ์มักใช้บ่อยๆ ว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถจัดหาพลังงานได้เต็มรูปแบบเป็นรายชั่วโมง

          การสร้างแบบจำลองศิลปะแห่งแรกของ LUT ได้รับการพัฒนาโดย LUT จะคำนวณการผสมผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายโดยอาศัยแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในท้องถิ่นสำหรับโลกที่มีโครงสร้างใน 145 ภูมิภาค และคำนวณเส้นทางการเปลี่ยนพลังงานที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการจ่ายไฟฟ้าด้วยความละเอียดรายชั่วโมง สำหรับปีอ้างอิงทั้งหมด สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงพลังงานทั่วโลกจะดำเนินการในช่วงเวลา 5 ปีตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปี 2050 ผลลัพธ์ที่ได้จะรวมอยู่ใน 9 ภูมิภาคหลัก ๆ ของโลก ได้แก่ ยุโรป, ยูเอเชีย, ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ, ทะเลทรายซาฮาราแอฟริกา, เอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้

 

 

          เนื่องจากราคาพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงอย่างรวดเร็วและการจัดเก็บแบตเตอรี่ทำให้ระบบไฟฟ้ามีพลังงานมากขึ้นโดยมีพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 69% พลังงานลม 18% พลังน้ำ 8% และพลังงานชีวภาพ 2% ของการผสมผสานพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2050 ทั่วโลก ความเป็นไปได้ที่จะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% มีโอกาสเป็นจริงตามงานวิจัยสูงมากด้วยปัจจัยหลายอย่าง กอปรกับขณะนี้หลายประเทศได้เริ่มประกาศเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% กันบ้างแล้ว อาทิ

          ประเทศสกอตแลนด์ใช้เวลา 15 ปีที่ผ่านมาเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าจาก 10% เป็น 60% และได้ประกาศยืนยันออกมาแล้วว่าจะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2020 ในขณะที่นิวซีแลนด์เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้ประกาศเป้าหมายในเรื่องนี้แล้วเช่นกัน หลังจากได้นายกรัฐมนตรีผู้หญิงที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก Jacinda Ardern หลังรับตำแหน่งเพียงไม่นาน ก็ได้ประกาศเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2035 ส่วนประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานจากกังหันลม ได้ทำสถิติโลกในเป็นผู้ผลิตเครื่องพลังงานกังหันลมมากที่สุด ปัจจุบันเดนมาร์กมีอัตราการใช้พลังงานจากลม เป็นสัดส่วน 40% ของพลังงานทั้งประเทศ เดนมาร์กตั้งเป้าว่าจะก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ในปี 2050 เช่นกัน

          และสวีเดนประกาศว่าจะเป็นประเทศแรกในโลกที่เลิกใช้น้ำมันให้ได้ภายในปี 2020 โดยได้ตั้งเป้าไว้ชัดเจนแล้วรัฐบาลสวีเดนจึงมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีข้อเสนอและผลประโยชน์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวสวีเดนลดการใช้น้ำมันและพลังงานถ่านหิน อาทิ ลดภาษีรถยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งให้ผู้ขับขี่รถยนต์ประเภทนี้ใช้ทางด่วนได้ฟรี

https://cdn.pixabay.com/photo/2017/05/10/21/21/energy-2302001_960_720.jpg

https://cdn.pixabay.com/photo/2017/08/21/20/29/solar-2666770_960_720.jpg

          ทิศทางทางด้านพลังงานโลกที่กำลังเกิดขึ้นนั้น ล้วนแต่แต่มุ่งไปสู่การจัดหาพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาด ที่จะเข้ามาแทนที่พลังงานหลักได้อย่าง 100% แต่อย่างไรก็ตาม การที่แต่ละประเทศจะหันมาให้พลังงานทดแทนได้ทั้งหมดนั้น ก็ย่อมมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ ที่ตั้งของประเทศนั้นๆ ระบบเศรษฐกิจ นโยบายด้านพลังงาน รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ให้เกิดพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ตามที่แต่ละประเทศนั้นๆได้ตั้งเป้าไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าคงจะมีให้เห็นกันอีกไม่นานนี้อย่างแน่นอน

ที่มา : www.treehugger.com