Internet of Things หรือ IoT คือ เทคโนโลยีชนิดหนึ่งที่ใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ บนเครือข่ายออนไลน์ เช่น ไวไฟ บลูทูธ หรือเครือข่ายอื่นๆ โดยที่อุปกรณ์เชื่อมต่อจะเป็นอะไรก็ได้ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งหากทุกสิ่งถูกเชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต จะส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากเทคโนโลยีทุกชิ้นสามารถติดต่อสื่อสารกันเอง เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็วให้แก่ผู้ใช้งาน

ในด้านของการใช้พลังงาน เทคโนโลยี IoT มีประโยชน์ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์พลังงานของอาคาร ผ่านการควบคุมและจัดการระบบการทำงานของอุปกรณ์ที่ได้ทำการเชื่อมต่อกับระบบ IoT ไว้ เช่น การสั่งเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในอาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ ในกรณีที่เราออกจากตัวอาคารแล้ว แต่ลืมปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งหากหน่วยงานของรัฐนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ คาดการณ์ว่าจะช่วยลดการใช้พลังงานให้กับประเทศได้ถึง 20% ส่งผลให้สถานะด้านพลังงานของประเทศมั่นคงยิ่งขึ้น

นวัตกรรมทางด้านพลังงานที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในขณะนี้ นั่นคือ IoT ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสมองให้กับอุปกรณ์ โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ชนิดต่างๆ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังผู้ใช้

ทั้งนี้ เว็บไซต์ IoT Analytics ได้ทำการสำรวจและรวบรวมข้อมูล จากแหล่งที่มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยอดนิยม เพื่อจัดอันดับ IoT ที่มียอดการค้นหา
บนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

     อันดับที่ 1 บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) หมายถึง การนำเทคโนโลยีมาควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในหรือภายนอกบ้าน เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและความปลอดภัย เช่น ประตูอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว การเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ เป็นต้น
     อันดับที่ 2 อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งและใช้งานตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย (Wearables) เพื่อความสะดวกในการใช้งานเนื่องจากสามารถนำติดตัวไปได้ทุกที่ ปัจจุบันมีการพัฒนาออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น นาฬิกา สายรัดข้อมือ และ แว่นตา เป็นต้น
     อันดับที่ 3 เมืองอัจฉริยะ (Smart City) หมายถึง เมืองที่มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น เช่น การจัดการพลังงานไฟฟ้า ระบบจัดการน้ำ และระบบจัดการขยะ เป็นต้น
     อันดับที่ 4 โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาบริหารจัดการควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า
     อันดับที่ 5 การใช้ IoT สำหรับอุตสาหกรรมและโรงงานการผลิต (Industrial Internet)
     อันดับที่ 6 รถยนต์อัจฉริยะ (Connected Car) ที่มีการติดตั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย
     อันดับที่ 7 เครือข่ายเชื่อมโยงชุมชนเข้ากับระบบสุขภาพแบบครบวงจร (Connected Health)
     อันดับที่ 8 ระบบจัดการธุรกิจห้างร้าน (Smart Retail) คือ การนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจห้างร้าน
     อันดับที่ 9 ระบบจัดการระหว่างผู้ผลิตและผู้ขาย (Smart Supply Chain) คือ การจัดการในส่วนของกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ผลิตกับผู้ขาย
     อันดับที่ 10 ฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farming) คือ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสานเข้ากับงานด้านเกษตร

จากการจัดอันดับ เทคโนโลยี IoT ทั้ง 10 อันดับ พบว่าอุปกรณ์ที่นิยมนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ในการควบคุมระบบการทำงานและประมวลผล ล้วนเป็นอุปกรณ์หรือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ในการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง

โครงการส่งเสริมการใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ IoT ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
โครงการส่งเสริมการใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ IoT ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่มีวัตถุประสงค์สนับสนุนให้โรงงานควบคุม/อาคารควบคุมในการใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ IoT ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ที่สามารถตรวจวัดปริมาณการประหยัดพลังงานเพิ่มและสามารถจัดเก็บข้อมูล ตรวจวัดผลประหยัดที่เกิดขึ้นได้จริง

คุณสมบัติของผู้ขอเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นอาคารควบคุมหรือโรงงานควบคุมภาคเอกชน ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 โดยอาคารหรือโรงงานภาคเอกชน ที่อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนเป็นอาคารควบคุมหรือโรงงานควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) ขอรับการสนับสนุนแทนอาคารหรือโรงงาน

ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ นั่นก็คือ สนับสนุนเงินลงทุนสูงสุดร้อยละ 20 ของเงินลงทุน รวมทั้งสนับสนุนค่าจ้างที่ปรึกษาสูงสุด
ร้อยละ 2 ของเงินลงทุน และสนับสนุนการลงทุนในส่วนประกอบของระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ IoT ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน

โรงพยาบาลรัฐ ใช้ IoT ช่วยประหยัดพลังงานในอาคาร
ปัจจุบันโรงพยาบาลภาครัฐ มีผู้รับบริการเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าส่องสว่าง ระบบปรับอากาศ และเครื่องทำความร้อนตลอดเวลา ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายด้านพลังงานค่อนข้างสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย จึงได้นำระบบ IoT เข้ามาควบคุมและบริหารจัดการ
ระบบการทำงานเครื่องปรับอากาศแบบรวมศูนย์ (หรือเครื่องทำน้ำเย็น) ระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบเครื่องสูบน้ำและมอเตอร์ และการบริหารจัดการผู้ป่วยนอก เพื่อตอบสนองนโยบาย ภาครัฐ Thailand 4.0 และพลังงานฐานนวัตกรรม ENERGY 4.0

ภายใต้ความร่วมมือการศึกษา พัฒนาและสาธิตการนำระบบ IoT เพิ่มประสิทธิภาพการอนุรักษ์พลังงานในอาคารโรงพยาบาลภาครัฐ กับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ซึ่งในปัจจุบันได้ทำการติดตั้งในโรงพยาบาลภาครัฐ ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลสมุทรสาคร

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถในการช่วยประหยัดทั้งเวลาของผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาล ให้สามารถทำงานได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังช่วยลดการใช้พลังงานของอาคาร และลดค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณูปโภคได้อีกด้วย ซึ่งโครงการนี้มีเป้าหมายลดใช้พลังงานใช้ไฟฟ้าให้ได้ 5.8 ล้านหน่วยต่อปี

ประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว จะดำเนินการภายใต้ 5 มาตรการอนุรักษ์พลังงานด้วยการใช้เทคโนโลยี IoT ที่เกี่ยวข้องกับระบบอาคาร ไม่ว่าจะเป็น 1.มาตรการสำหรับระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ (หรือเครื่องทำน้ำเย็น) 2. มาตรการสำหรับระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน 3. มาตรการสำหรับระบบไฟฟ้าแสงสว่าง 4. มาตรการสำหรับระบบเครื่องสูบน้ำและมอเตอร์ และ
5. มาตรการบริหารจัดการผู้ป่วยนอก และภายในสิ้นปีนี้จะสามารถช่วยโรงพยาบาลทั้ง 6 แห่ง ประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ด้วยงบประมาณ 40 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเชื่อมข้อมูลการใช้พลังงานส่งมาที่ พพ.เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้น ซึ่งในอนาคตต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลอื่นๆ ด้วย

ด้าน รศ. นพ.ประยุทธ ศิริวงษ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า เทคโนโลยี IoT สามารถช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการผู้ป่วยที่มาขอรับบริการ 3,000 คนต่อวัน ประหยัดทั้งเวลาของผู้ป่วย แพทย์ และพยาบาล ให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และลดการใช้พลังงานของอาคาร จากเดิม
โรงพยาบาลชำระค่าไฟฟ้าเดือนละ 7 ล้านบาท ปัจจุบันลดเหลือเพียง 5 ล้านบาทต่อเดือน เชื่อว่าถ้ามีการต่อยอดในเรื่องการใช้ IoT ค่าไฟก็จะลดลงไปอีก
ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคก็จะลดลงเช่นกัน