กว่า 18 ปีแล้ว สำหรับชีวิตการทำงานรับราชการของ  ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ซึ่งปัจจุบันรับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ควบกับตำแหน่ง โฆษกกระทรวงพลังงาน ถือว่าเป็นบุคคลลำดับต้นๆ ของกระทรวงพลังงาน ที่มีบทบาทสำคัญในการร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของชาติ ทั้งนี้ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ยังเป็นผู้บริหารคนสำคัญของกระทรวงพลังงาน ที่ร่วมขับเคลื่อนการจัดทำแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว ในระหว่างปี 2558 – 2579 หรือ Thailand Integrated Energy Blueprint เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายของกระทรวงพลังงานใน 5 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) แผนพัฒนาพลังานทดแทน (AEDP)  แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดหาก๊าซธรรมชาติ(Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan) อีกด้วย

          และตลอดการทำงานที่ผ่าน ดร.ทวารัฐ ได้พิสูจน์ผลงานออกมามากมาย แถมยังเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และข้าราชการระดับสูงอีกด้วย โดยท่านได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานในฐานะข้าราชการ คือ ต้องทำความเข้าใจและอธิบายให้เห็นว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศ และประชาชนคืออะไร รากฐานที่เราต้องสร้างนั้นเพื่ออะไร แม้ว่าเรื่องพลังงานจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก แต่หากสิ่งนั้นมีความสำคัญก็ต้องผลักดันให้เต็มที่ให้เกิดเป็นรูปธรรม ให้เข้าใจในทุกภาคส่วน”

          ในด้านของบทบาท ผอ.สนพ. ซึ่งเป็นสำนักที่ดูแลรับผิดชอบการกำหนดนโยบายและแผนพลังงานของประเทศ งานที่ได้รับมอบหมายจึงต้องตั้งอยู่บนความคาดหวังในการนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเน้นคนในองค์กรทุกแผนก ทุกฝ่าย ให้ทำงานกันเป็น “ทีม” ตามแนวคิด “เก่ง กล้า ขยัน สร้างสรรค์ ทีม” ซึ่งถือเป็น DNA สำคัญเพื่อตอบโจทย์การขับเคลื่อนการทำงานในทุกมิติ ในการที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

          และอย่างที่รู้กันดีกว่า กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล และส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุน ส่งเสริมการลงทุน และดำเนินการด้านการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการผลิต และการใช้พลังงานทดแทนในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนแผนอนุรักษ์พลังงาน และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สร้างผลงานเด่นไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การสร้างคน สร้างโอกาสเพื่อพัฒนาบุคคลากรด้านพลังงาน ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพครูและบุคคลากรทางการศึกษา การบูรณาการเรื่องพลังงานในหลักสูตรประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยมีการจัดฝึกอบรมให้กับครูแกนนำ และการเรียนรู้บูรณาการการเรียนการสอนด้านพลังงาน พร้อมจัดทำสื่อให้เหมาะสมแต่ละช่วงชั้น เพราะการศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา และปลูกฝั่งแนวความคิดพฤติกรรมในการดำรงชีวิตให้กับเยาวชนที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของชาติ ส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน และการใช้พลังงานทดแทนให้เกิดประโยชน์ในชุมชน และประเทศชาติ

          ซึ่งสำหรับในปี 2560 ก็เป็นอีกปีที่สำคัญ เป็นปีแห่งการครบรอบการสถาปนา 25 ปี ของ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านพลังงานของประเทศ มีหน้าที่ขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ งานวิจัย นวัตกรรมพลังงาน และส่งเสริมแหล่งพลังงานใหม่ ให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์มากมาย

          ดร.ทวารัฐ  กล่าวถึงก้าวต่อไปของ สนพ. และ กองทุนฯ ว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศภายใต้แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ตามแนวนโยบาย Energy 4.0 ให้เป็นรูปธรรมตามแผนที่วางไว้ โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน เช่น โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อพัฒนาให้ระบบไฟฟ้าสามารถตอบสนองต่อการทํางานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (Electrical Vehi cle : EV) ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 พร้อมกับการเร่งสนับสนุนให้เกิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) เพื่อรองรับรถ EV รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ เช่น SPP-Hybrid ซึ่งถือเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบจัดเก็บพลังงานหรือ Energy Storage (ESS) เพื่อให้การใช้พลังงานทดแทนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

          “ที่กล่าวมา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ สนพ. และกองทุนฯ ที่พร้อมจะพัฒนาพลังงานของประเทศ ให้ทันสมัย และเพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานของคนทั้งประเทศ ให้เกิดสมดุลและความยั่งยืนด้านพลังงาน เราจะไม่หยุดพัฒนา และส่งเสริมแหล่งพลังงานใหม่ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของทุกคน”