เมื่อพูดถึงวิธีการประหยัดไฟฟ้า ทั้งภายในครัวเรือนและในระดับโรงงานอุตสาหกรรม มีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบและวิธีการ แต่สิ่งที่ทำง่ายที่สุด และเป็นทางเลือกแรกๆ สำหรับผู้ที่คิดจะประหยัดไฟ นั่นคือการเปลี่ยนจากหลอดไฟแบบอื่นๆ มาใช้หลอดไฟ LED  ซึ่งในวันนี้ เราได้มาพูดคุยกับ อัศพล บุณยเกียรติ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เน็กซ์ อินโนเทค จำกั ในฐานะผู้พัฒนาโซลูชั่นเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ในงาน ไทยแลนด์ไลท์ติ้งแฟร์ และ ไทยแลนด์ บิวดิ้งแฟร์ 2018

รู้จัก  เน็กซ์ อินโนเทค

          อัศพล บุณยเกียรติ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เน็กซ์ อินโนเทค จำกั กล่าวถึงภาพรวมของบริษัทว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้พัฒนาโซลูชั่นเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าแสงสว่างที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดพลังงานที่เรียกว่า สมาร์ท ไลท์ติ้ง ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ในกลุ่มหลอดประหยัดไฟแอลอีดีซึ่งเป็นที่นิยมทั้งในปัจจุบันและรองรับการใช้งานในอนาคต ตั้งแต่หลอดไฟแอลอีดีที่ใช้งานตามบ้านพักอาศัย ไปจนถึงกลุ่มหลอดไฟแอลอีดีสำหรับอุตสาหกรรม ตลอดจนให้บริการวางแผนการติดตั้งและบริการหลังการติดตั้งแบบครบวงจร บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้ทุกระดับความต้องการและโซลูชั่นที่พร้อมรองรับได้ทุกกลุ่มตลาด

          สำหรับการเข้าร่วมงานไทยแลนด์ ไลท์ติ้ง แฟร์ 2018 ในปีนี้ นับเป็นปีที่ 4 เนื่องจากมองเห็นศักยภาพของงานที่เป็นเวทีที่ได้พบปะผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายและบริษัทฯ ได้มีโอกาสนำเสนอองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้กับผู้เข้าชมงาน

          “ภายในบูธของเน็กซ์ อินโนเทค ในปีนี้ เราได้นำผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม LED High Bay และ LED Low Bay ไปจัดแสดง โดยเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการระบบไฟฟ้าแสงสว่างในโรงงานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์หลอดไฟสำหรับโรงแรม รีสอร์ท ได้แก่ กลุ่มหลอดไฟแอลอีดีที่ใช้กับดิมเมอร์ (LED Dimmer) บริษัทฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์แบรนด์ เน็กซ์ (Nex) ที่เป็นแบรนด์ของคนไทยอย่างแท้จริงที่ได้รับการยอมรับและมีมาตรฐานสากล

คุณภาพของ LED มีผลต่อความปลอดภัย

          อัศพล กล่าวว่า ในตลาดของ LED นั้น สิ่งที่ยากคือ รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันหมดเลย แต่ที่ราคาถูกหรือแพงต่างกันนั้น มันขึ้นอยู่กับคุณภาพภายใน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะบอกกันง่ายๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีมาตรฐานเกี่ยวกับ LED แต่ประชาชนไม่ค่อยได้รับข้อมูล และในเมื่อไม่รู้ว่ามันต่างกันอย่างไร ก็ไม่มีใครอยากซื้อของแพง ซึ่งมันจะมีปัญหาบางเรื่องที่เกิดจากหลอดไฟด้อยคุณภาพ อย่างที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ยกตัวอย่างเช่น อาคารแห่งหนึ่ง อยู่ดีๆ เกิดไฟไหม้ ก็อาจจะเกิดคำถามว่า ระบบดับเพลิงทำไมไม่ทำงาน ปรากฏว่า สิ่งที่ไม่มีใครคาดคือ สาเหตุของการเกิดไฟไหม้ที่แท้จริง ที่อาจเกิดจากการใช้หลอด LED ที่ไม่มีคุณภาพ  

          อัศพล อธิบายต่อว่า ใน LED ที่ไม่มีคุณภาพ จะเกิดตัวนึงเรียกว่า Harmonics ในกระแส ถ้าเกิด Harmonics ที่สูง จะทำให้เกิดความร้อนในกระแสสวนทาง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าเป็นสายไฟเก่าๆ สายไฟมันจะไหม้ แล้วถ้าสายไฟไหม้จะดับยาก เพราะว่าระบบกันไฟจะฉีดลงข้างล่าง แต่สายไฟนวิ่งอยู่บนเพดาน แล้ว Harmonics  นี่ยังไปกวนการทำงานของ Solenoid ทำให้เกิดปัญหาเยอะแยะ แต่เรามองไม่เห็น ทีนี้ มันกระเทือนถึงบ้านเรามั้ย เนื่องจากบ้านเราใช้หลอดน้อยไม่มีปัญหา แต่ถ้าหลอดเยอะ เป็นร้อย เป็นพัน Harmonics มโหฬารเลย ถ้าเกิน 40% ขึ้นไป จะเกิดความร้อนแล้ว มาตรฐานอาคารสูงในบ้านเรา จะกำหนดค่า Harmonics ไว้ไม่เกิน 15% เท่านั้น  แต่หลอดด้วยคุณภาพ ลองมาวัด Harmonics จะได้ถึง 140 เลยทีเดียว

          “เราไม่ได้บอกว่าคุณภาพ LED ของเราดีอย่างไร แต่ภายในงาน เราจะมีมิเตอร์มาวัดคุณภาพของหลอดให้เห็นกันเลย ของเราจะมีการเกิด Harmonics อยู่ประมาณ 5 และ 3 ซึ่งระหว่าง 140 กับ 3 ต้นทุนมันต่างกันมาก แต่ด้วยสำนึก ด้วยความเป็นไทย สำนึกในเรื่องของตลาด เราพยายามทำตรงนี้ ในเรื่องของการทำงาน ในการขาย เราตามราคาจีนไม่ได้ เพราะสินค้าของเราเน้นคุณภาพและมาตรฐาน การมาออกงานแบบนี้ คือการมาอธิบายให้เข้าใจ ถึงสิ่งที่ควรมีในหลอด LED หลอดหนึ่ง เราอย่าดูถูกว่าคนไทยไม่ซื้อหรอกของแพง เราเชื่อว่าผู้ซื้อยอมจ่ายแพงกว่า เพียงแต่เขาต้องได้รู้ว่า เขาจะได้อะไร คุณจะกล้าใช้ไหม ถ้าคุณรู้ว่า หลอดไฟราคาถูกอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ การใช้หลอดไฟคุณภาพ นอกจากจะเกิดความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถใช้ได้ยาวนาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ จนเกิดขยะมากมาย NEX ยืนยันที่จะผลิตสินค้าคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม เพราะนี่ก็คือการยกระดับมาตรฐานของไทย”

อนาคตตลาด LED ยังเติบโตได้อีกไกล

          อัศพล กล่าวถึงตลาด LED ในอนาคตว่า โรงงานไทยอาจจะสู้จีนไม่ได้ เพราะต้นทุนต่างกัน เราก็อย่าไปสู้ ปล่อยตรงนั้นไป รักษามาตรฐานของเราไว้ แล้วทำให้ดี ตลาด LED ยังอีกใหญ่ ยังเติบโตได้ ด้วยหลายปัจจัย  1) ภาครัฐสนับสนุนเรื่องพลังงาน ซึ่งการลดพลังงานทำได้หลายวิธี แต่ LED เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด ถ้าโรงงานทั้งโรงงานเปลี่ยนมาใช้ LED ก็จะเห็นผลเลยในทันที ว่า ค่าไฟมันลดลง 2) ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คุณจะทำธุรกิจยังไง ก็ต้องขายให้มากขึ้น เพื่อให้มีกำไรกลับเข้ามา แต่ถ้าเกิดขายมากไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ต้นทุนน้อยลง กำไรจะได้เกิดขึ้น แล้วสิ่งที่สัมผัสง่ายที่สุดตอนนี้คือ LED

          อันนี้คือการเติบโตของ LED ซึ่ง ณ ตอนนี้ยังโชคดีอยู่ แต่ภายในปีหน้า เทรนด์ของ LED จะเปลี่ยนแล้ว เราจะพัฒนายังไงมันก็ตันอยู่แค่นี้ สิ่งที่จะต้องทำ คือ จะต้องแข่งขันกันที่คุณภาพของชิฟดีขึ้น วัตต์น้อยลง ให้แสงมากขึ้น แต่ราคาไม่ได้เปลี่ยน ฉะนั้น เทรนด์ของ LED ก็จะไปทางโซลูชั่นมากขึ้น เช่น เป็น IOT เป็นอะไรต่างๆ เพื่อให้ตลาดโตมากขึ้น

          การผนวกเอาโซลูชั่นต่างๆ มาใช้กับ LED เราได้เริ่มทำมาหลายปีแล้ว เช่น การเอาเซนเซอร์ไปติดในหลอดไฟ ในกรณีที่ต้องเปิดไฟ 24 ชม. ถ้าไม่มีคนแสงไฟก็จะดิมลง แต่ถ้ามีคนมาเซนเซอร์จับได้ ไฟก็จะสว่างขึ้น เป็นต้น นอกเหนือจากนั้นก็มีการพัฒนาออกไปเรื่อยๆ ส่วนในเรื่องการติดตั้งก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะเราใช้ตัวที่เรียกว่า Retro Flex  คือ อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นของเดิม อย่าไปยุ่ง เราเอาทั้งหมดใส่บนหลอดเรา เราก็ใช้ Housing เดิมใส่ได้เลย ไม่ต้องรื้อของเก่ามาติดตั้งใหม่ สะดวกสบาย ใครๆ ก็ติดตั้งเองได้

หลอด LED ช่วยอะไรใน Green Building

          ในเรื่อง Green Building จริงๆ แล้ว คำกว่ากรีน ก็มีมาตรฐานอยู่หลายเรื่อง ทั้ง ไฟฟ้า น้ำ และตัวอาคารเอง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องไฟ อันดับแรกต้องเปลี่ยนหลอดไฟกันก่อนเลย LED ช่วยในเรื่อง ใช้แล้วมันเย็น ถ้าเปิดหลอดปกติพอเปิดไปนานๆ จะร้อนมากขึ้น แต่แอลอีดีจะเย็น เปิดแล้วติดเลยไม่ต้องรอ อีกอย่าง ในไฟฟ้า มีตัวนึงเรียกว่า Power factor คือ การใช้พลังงานที่สมบูรณ์ อย่างถ้า Input เข้าไป 1 วัตต์ มันกลับมา 1 วัตต์ ถือว่า พลังงานสมบูรณ์ ซึ่งในหลอดนีออน Input เข้าไป 1 วัตต์ Power factor ออกมาแค่ 0.4 – 0.5 เท่านั้น  ใน LED ราคาถูก ก็ 0.5 เช่นกัน นั่นเท่ากับว่า กำลังของแสงสว่าง ความคุ้มค่า หายไปครึ่งนึง แต่มาตรฐานประเทศอยู่ที่ 0.85 เขายอมให้สียหายได้แค่ 15% ซึ่งการออกมาตรการตรงนี้ เพื่อคุมพาวเวอร์แฟคเตอร์ให้ดี

          “ถ้าใช้หลอดนีออน 1 หลอด คุณจ่ายค่าพลังงานสองเท่า คุณต้องการแสง 1 ยูนิตต์ คุณต้องจ่ายสองเท่าตลอด LED ของ NEX จะอยู่ที่  0.9 ฉะนั้น ถ้าถามเรื่องพลังงานกรีน นี่ก็คือใช่เลย คือการได้พลังงานบริสุทธิ์กลับมาเกือบเต็ม นอกจากหลอดไฟแล้ว เรายังมีนวัตกรรมอื่นๆ แฝงมาเพื่อการลดใช้พลังงาน เช่น ถ้าเกิดไฟดับกะทันหัน แล้วไฟติดขึ้นมาพร้อมกัน ค่าพีคจะสูงมาก แต่ถ้ามาใช้บ็อกซ์ควบคุมของเรา จะมีการควบคุมให้เปิดทีละเฟส มันก็ไม่ลอสในพลังงาน อาคารก็จะกรีนขึ้นอัศพลกล่าวทิ้งท้าย

          เตรียมพบกับ Nex Innotech ได้ที่งานประชุมวิชาการและนิทรรศการนานาชาติ IEEE PES GTD ASIA 2019  ในวันที่ 21-23 มีนาคม 2019 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา