ในไม่ช้าการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า จะเข้ามาแทนที่การใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิส หรือน้ำมัน อย่างเต็มรูปแบบ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การก้าวไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝันอีกต่อไป เพราะหลายๆ ประเทศเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น พร้อมทั้งประกาศแผนเดินหน้าสนับสนุนส่งเสริมหรือแม้แต่ภาคบังคับให้หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

ล่าสุดหลายประเทศ ต่างเห็นด้วยกับการเกิดขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้า แน่นอนว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่การใช้งานรถยนต์รูปแบบที่เดิมที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมัน ที่นอกจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้งานและยังเป็นการลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน ที่เป็นสาเหตุหลักของมลภาวะทางอากาศ

เยอรมนี เตรียมออกมาตรการทางภาษีเพื่อบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์ หยุดการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในปี พ.ศ. 2573 นี้เพื่อเป็นการส่งเสริมรถยนต์ประเภท Zero-emission ทางการเยอรมนีจึงเตรียมบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย ยุติการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แล้วหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานที่ไม่ปล่อยมลพิษแทนภายในปี พ.ศ. 2573 รวมถึงยังเป็นการให้กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปหันมพิจารณามาตรการดังกล่าวร่วมกันด้วย

ในขณะที่ ฝรั่งเศส โดยรัฐบาลของ ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล ประกาศยกเลิกจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2583 นั่นก็คือ 22 ปีข้างหน้า เพราะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายข้อตกลงลดโลกร้อนในกรุงปารีส ที่ต้องการให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2593 อีกด้วย และสิ่งสำคัญที่ทำให้ฝรังเศสลุกขึ้นมาประกาศยกเลิกการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลนั้น เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เลวร้ายมาก โดยเฉพาะในกรุงปารีส ที่มีการรณรงค์วันปลอดรถ และการห้ามใช้รถเก่า นอกจากนี้ รัฐบาลก็ยังมีมาตรการเงินสนับสนุนให้แก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำ ในการปรับเปลี่ยนรถใหม่ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์รุ่นเก่า ซึ่งอย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าว ยังเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศฝรั่งเศส หันมาพัฒนาและปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น

ล่าสุด อังกฤษ ก็ยังประกาศและเตรียมยกเลิกผลิต นำเข้า และจำหน่าย รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ภายในปี พ.ศ. 2583 เช่นเดียวกับฝรั่งเศส เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและช่วยลดภาวะโลกร้อนจากก๊าซ CO2 ในไอเสีย โดยรัฐบาลอังกฤษยังจะเตรียมงบประมาณกว่า 3 พันล้านปอนด์ หรือกว่า 1.3 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูสภาพอากาศบนท้องถนนที่ย่ำแย่ให้กลับมามีคุณภาพที่ดีขึ้น ทั้งการปรับโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนต่างๆ การใช้เทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ และสถานีชาร์จ

   

ฝรั่งเศสและอังกฤษไม่ใช่ประเทศแรกๆ ที่ประกาศยกเลิกการจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเบนซินและดีเซล นอร์เวย์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก ก็ยังได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะให้มีการจำหน่ายได้เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าชนิดไฮบริดภายในปี พ.ศ. 2568นับว่าเป็นประเทศแรกของโลกที่บรรลุเป้าหมายผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% ซึ่งสำหรับรถที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดีเซลจะถูกเก็บภาษีที่สูงมาก ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ากลับได้ประโยชน์ในเรื่องภาษีที่ช่วยให้ราคาซื้อนั้นถูกลงจนสามารถแข่งขันในตลาดได้ และนอกจากนี้ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้านั้น ยังได้สิทธิพิเศษ เช่น ฟรีค่าทางด่วน ค่าเรือข้ามฟาก ค่าจอดรถ รวมถึงชาร์จไฟฟรีในที่จอดรถสาธารณะ

ไม่เว้นแต่ สกอตแลนด์ ก็ยังประกาศห้ามจำหน่ายรถใหม่ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเช่นกัน โดย นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ ได้เผยแผนการของรัฐบาลที่มีกำหนดการยกเลิกการขายรถยนต์และรถตู้ใหม่ที่ใช้น้ำมันภายในปี พ.ศ. 2575 และเร่งพัฒนาระบบและสถานีชาร์จไฟสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ แผนดังกล่าว ถือเป็นการผลักดันการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างที่ชาร์จไฟตามถนนเส้นทางหลัก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเพื่อแก้ปัญหาภาวะเรือนกระจกและปัญหามลพิษที่เกิดจากรถยนต์

จีน เดินหน้าเตรียมออกประกาศมาตรการห้ามผลิตและจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ในปัจจุบัน จีนเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อปี พ.ศ. 2559ยอดการผลิตรถยนต์ในจีนสูงถึง 28 ล้านคัน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั่วโลก จีนตั้งเป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2568 ราวๆ 1 ใน 5 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วประเทศ จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2562 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดจะโตขึ้นร้อยละ 8 และในปี พ.ศ. 2563 จะโตขึ้นร้อยละ 12 อย่างไรก็ตาม นโยบายในเรื่องนี้จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและเป็นแรงผลักดัน
ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีน

ส่วน อินเดีย ตั้งเป้าให้มีการจำหน่ายเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี พ.ศ. 2573 การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้อินเดียกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันอันดับ 3 ของโลก ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันถึงปีละ 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะลดความต้องการการใช้น้ำมันลงอย่างมาก สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะทำให้อินเดียประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึงปีละ 60 พันล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกันยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของเจ้าของรถเมื่อหลายประเทศต่างเดินหน้าประกาศนโยบายที่จะก้าวไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง 100% ผ่านแผนมาตรการการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
ในแต่ละประเทศนั้นๆ เพิ่มมากขึ้น ด้วยการลดหย่อนภาษีต่างๆ เพื่อเป็นการจูงใจให้คนหันมาให้ยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ไม่เพียงแต่มาตรการส่งเสริม หลายๆ ประเทศ ก็ได้ประกาศยกเลิกการจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงมาจากน้ำมัน แล้วประเทศไทยล่ะ พร้อมหรือยัง?