ปฏิเสธไม่ได้ว่ายานยนต์ไฟฟ้าเป็นเทรนด์ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งปัจจุบันเริ่มมีการสนับสนุนให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เห็นได้จากหลายๆ ประเทศที่เริ่มตั้งเป้าไว้ว่าจะยกเลิกใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล นับเป็นการส่งสัญญาณเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสำหรับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

ปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยทั่วโลกมียานยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 2 ล้านคัน เป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ประมาณ 1.2 ล้านคัน สำหรับประเทศไทยเริ่มตื่นตัวและมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในจำนวน 103,702 คัน แบ่งเป็น ยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 102,308 คัน และยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 1,394 คัน ซึ่งในอนาคตจำนวนยานยนต์ ไฟฟ้าโดยเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (ซ้าย) และ ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (ขวา)

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 1.2 ล้านคัน ตั้งแต่ปี 2560-2579 ทั้งแบบยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle) เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาพลังงานของประเทศและแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้มีการเตรียมความพร้อม รองรับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัว และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนการวิจัยแบตเตอรี่ สนับสนุนการนำร่องยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถสาธารณะ อาทิ รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า การเตรียมความพร้อมด้านสถานีอัดประจุ ไฟฟ้า (Charging Station)

การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจากทางภาครัฐ ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน ทั้งในกลุ่มที่เป็น HEV ซึ่งได้ปิดการสนับสนุนไปแล้ว ในขณะที่กลุ่ม PHEV ยังมีการสนับสนุนไปจนถึงสิ้นปี 2561 โดยทั้งในกลุ่มของ HEV PHEV หรือ BEV หากทำตามเงื่อนไขของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร โดยการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล แบ่งตามประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า อย่างเช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 10 ปี รถยนต์ไฟฟ้า HEV และ PHEV ได้สิทธิประโยชน์ 6 ปี เพราะฉะนั้นจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตในประเทศมากขึ้น ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า BEV ก็ยังเปิดรับการสนับสนุนไปจนถึงสิ้นปี 2561 เช่นกัน โดยกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ 8 ปี ในส่วนของสถานีชาร์จก็เช่นกัน หากมีกลุ่มบริษัทที่สนใจการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Smart Charging สามารถที่จะขอการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยจะมีการลดหย่อนภาษีรายได้ให้ 5 ปี ซึ่งยังคงเปิดรับการสนับสนุนไปจนถึงปี 2562 รวมไปถึงของชิ้นส่วนรถยนต์ ก็จะมีการให้การสนับสนุนที่น่าสนใจเช่นกัน

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้รับมอบหมายจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ให้ดำเนินโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งเป้าหมายสนับสนุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่ายภายในปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559-กันยายน 2560 สมาคมฯ ได้มีการ เปิดรับสมัครผู้สนใจที่เป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ขอรับการสนับสนุนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมแล้ว 4 รอบ ได้สถานีอัดประจุไฟฟ้ารวม 94 หัวจ่าย แบ่งเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายแบบธรรมดา (Normal Charge) จำนวน 60 หัวจ่าย และสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายเร่งด่วน (Quick Charge) จำนวน 34 หัวจ่าย โดยปัจจุบัน มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว 21 หัวจ่าย ได้แก่ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โครงการคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ อาคารซีพี ทาวเวอร์ และโรงแรม โซ โซฟิเทล เป็นต้น

โอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยที่กำลังเติบโตขึ้นมาถึงแล้ว สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ประกาศรับสมัครหน่วยงานที่สนใจ ซึ่งถือเป็นโค้งสุดท้ายสำหรับโครงการนี้ ยื่นขอรับสนับสนุนเงินลงทุนติดตั้ง Charging Station เพื่อทําการคัดเลือกผู้ได้รับการสนับสนุนในรอบที่ 5

ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ปี 2561 กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานตั้งเป้าหมายสนับสนุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่าย โดยระหว่างวันที่ 1-30 มี.ค. 2561 จะเปิดรับสมัครผู้สนใจขอรับเงินช่วยเหลือในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้ารอบที่ 5 ระยะแรกเพิ่มเติมอีก 31 หัวจ่าย โดยส่วนราชการจะได้รับเงินสนับสนุนรวมค่าติดตั้งสำหรับหัวจ่ายแบบเร่งด่วน 1.8 ล้านบาท หัวจ่ายแบบธรรมดา 1.9 แสนบาท ส่วนรัฐวิสาหกิจได้ค่าสนับสนุนหัวจ่ายแบบเร่งด่วน 1 ล้านบาท และภาคเอกชนได้รับสนับสนุน
ในอัตรา 30% ของราคาหัวจ่ายแบบเร่งด่วน (Quick Charge) สำหรับรอบที่ 5 ในระยะที่ 1 ส่วนรอบที่ 5 ในระยะที่ 2 จะให้การสนับสนุนในอัตรา 20% ของราคาหัวจ่ายแบบเร่งด่วน (Quick Charge)

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าภาคเอกชนให้ความสนใจที่จะลงทุนสถานีอัดประจุ ไฟฟ้าหัวจ่ายแบบธรรมดา (Normal Charge) ในช่วงแรก เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า PHEV อยู่ในช่วงของการเติบโตและยังอยู่ในแผนของโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ที่ตั้งเป้าไว้ 150 หัวจ่ายภายในปี 2561 ฉะนั้นในกลุ่ม Normal Charge จะมีการเติบโตที่ค่อนข้างดี มากันที่รถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่เติบโตค่อนข้างช้า ฉะนั้นการสนับสนุนโครงการในรอบที่ 5 เน้นไปที่กลุ่ม Quick Charge 30 หัวจ่าย ส่วน Normal Charge มีเพียง 1 หัวจ่าย สำหรับติดตั้งในส่วนราชการ   

“การสนับสนุนครั้งนี้ อยากจะเห็นกลุ่มโรงแรม ปั๊มน้ำมันที่จะมีหัวจ่าย 3 หัวจ่าย 10 หัวจ่าย เพราะว่าการชาร์จแบบ Quick Charge จะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยประมาณ 15-30 นาทีเท่านั้น ฉะนั้นจึงอยากจะโฟกัสกลุ่มนี้”

ทั้งนี้ เป็นการเปิดรับสมัครรอบสุดท้ายเพิ่มเติมจากที่ผ่านมามีหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชนขอรับการสนับสนุนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 4 รอบรวมแล้ว 94 หัวจ่าย เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายแบบธรรมดา (Normal Charge) 60 หัวจ่าย และสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายเร่งด่วน (Quick Charge) 34 หัวจ่าย ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จ 21 หัวจ่าย

แน่นอนว่า การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เพื่อให้มียานยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ค่อนข้างขยายตัวเร็ว อย่างบริเวณห้างสรรพสินค้า ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการค่อนข้างมาก ซึ่งกลุ่มดังกล่าวให้ความสนใจในการเข้าร่วมของโครงการ สนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) เพราะสถานีอัดประจุไฟฟ้ากับยานยนต์ไฟฟ้าต้องคู่กัน ฉะนั้นการขยายตัวของสถานีอัดประจุไฟฟ้า ย่อมส่งผลต่อการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอน