Solar D หรือ บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชัน จำกัด ดำเนินธุรกิจบริการด้านระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar PV Rooftop System) ที่ติดตั้งบนอาคาร บ้านเรือน โรงงาน และระบบผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ ขนาดใหญ่อย่างโซลาร์ฟาร์ม ด้วยเล็งเห็นว่า พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานสะอาดก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย และโดยเฉพาะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ราคาของโซลาร์เซลล์ได้ลดลงจากในอดีต 60-70% รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สูงขึ้นมาก

Solar D มองพลังงานไทยต้องกระจายการผลิต
สัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซลาร์ดี คอร์ปอเรชัน จำกัด กล่าวว่า พลังงานในประเทศไทยค่อนข้างจะเป็นระบบแบบ Centralize หรือการรวมศูนย์ ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคก็จำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐ คนก็จะพึ่งนโยบายของรัฐตลอดเวลา ธุรกิจที่ผลิตพลังงานก็ไม่มีบริษัทในประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องเกิดการกระจายรายได้ เราต้องเอารายได้ 20% ไปจ่ายค่าพลังงาน ยกตัวอย่างคอนเซปต์ของต่างประเทศ ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสูงๆ จะส่งเสริม ให้คนในประเทศผลิต ด้วยการผลิตสิ่งที่จำเป็นด้วยตัวเอง จึงมีการออกจากระบบศูนย์กลาง มาเป็น Decentralize คือการกระจายตัวของการผลิต ซึ่งการผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้านไม่สามารถกระทำโดยกลุ่มคนเล็กๆได้ แต่ต้องกระจายไปสู่บ้านคนแต่ละหลัง ดังนั้นจึงเกิดการกระจายตัวมากขึ้น จึงเป็นที่มาของ D-centralize แต่เราก็ไม่ได้มี D แค่ตัวเดียวเพื่อกระจายตัว เพราะเห็นว่าพลังงานที่ผลิตเป็นระบบการผลิตแบบโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน อันจะนำไปสู่คำว่า Democracy คือประชาธิปไตยในพลังงาน อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้คำนึงแค่การผลิตอย่างเดียวเพราะการนำไปอยู่บนบ้านซึ่งเป็นที่พักอาศัยที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของบ้าน จึงเกิด D ตัวที่ 3 คือ Design นั่นก็คือออกแบบให้เข้ากับบ้าน ไม่แปลกแยก ไม่ทำให้บ้านมีปัญหา

ภาครัฐกับการส่งเสริมนโยบายโซลาร์รูฟท็อป
สัมฤทธิ์ กล่าวว่า ถ้ามองจากอดีตมาปัจจุบัน ถือว่าก้าวหน้าค่อนข้างเยอะ จากอดีตที่เป็นโซลาร์ฟาร์ม ลงมาสู่โซลาร์รูฟท็อป เพราะสามารถทำให้ทุกๆ คนเข้าถึงได้ง่าย มีโอกาสติดตั้งได้มากขึ้น และช่วงนี้เป็นช่วงแรกของนโยบายโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาบ้าน ทำให้กฎเกณฑ์ต่างๆ ยังมีเงื่อนไขที่จำกัดเยอะพอสมควร เช่น เมื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาแล้วบ้านจะกลายเป็นโรงงานไหม กรมอุตสาหกรรมบอกว่าเมื่อมีเครื่องจักรผลิตไฟฟ้ามันก็ต้องกลายเป็นโรงงาน พอเป็นโรงงานก็จะเกิดกระบวนการที่ต้องขออนุญาตโรงงานตามมา ซึ่งจะต้องไปขออนุญาตทำโรงงานที่บ้านสวยๆ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ หรือแม้กระทั่งการจำกัดระยะเวลา หรือปริมาณที่ค่อนข้างจำกัด คือจะมีโควตา รีบยื่นขอโควตา ซึ่งมองว่าไม่กระจายมากเท่าไร ถ้าจะติดตั้งเราต้องเตรียมเอกสารจำนวนมากมาย ต้องมีเวลา แต่ก็ยังมองในแง่ดีว่าอนาคตภาครัฐจะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปด้วยกฎเกณฑ์ที่ผ่อนปรนมากขึ้น ถ้าเทียบกับในอาเซียนเราก้าวหน้ามากๆ แล้ว แต่ถ้าเทียบกับทั่วโลก เขาก้าวหน้ามาหลายปีแล้ว เราอาจจะเพิ่งเริ่ม เท่ากับเราก็ไม่ถึงกับดีมากๆ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ ยังอยู่ในกระบวนการที่จะเดินไปถึงจุดนั้น 

ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคุ้มค่าเพียงไร
ถ้าถามผมเอง ผมก็จะตอบไปเลยว่า “คุ้มค่าแน่นอน” ถ้ามองในเนื้อลึกๆ เราจะมองเห็นความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศอย่างหนึ่ง สำหรับ
ต่างประเทศ การที่ขายไฟฟ้า ขอเท้าความก่อนว่า ระบบโซลาร์ในอดีตนั้นแพง เพราะคนจะมองทั้งระบบ เช่น ผลิตไฟฟ้าแล้วเก็บไว้ใช้กลางคืนด้วย เพราะไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้า แต่หากจะให้ครบวงจรต้องมีแบตเตอรี่ มีอุปกรณ์ที่ต้องเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดด สิ่งเหล่านี้ทำให้มีราคาแพงมาก ในอดีตมักนิยมใช้ตามที่ที่เสาไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เช่น บนดอย หรือชนบท เมื่อภาครัฐต้องการส่งเสริมมาก เราไม่ต้องขึ้นกับอะไรได้ไหม เราตัดแบตเตอรี่ทิ้งเลย ถ้าในช่วงที่เราผลิตไฟฟ้าแล้วไม่ได้ใช้ ก็ขายเข้ามาในสายส่ง จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้แบตเตอรี่ เราก็จ่ายเงินค่าไฟฟ้าไปตามปกติ เพียงแต่ระหว่างที่เข้าสายส่งเราก็ยังขายได้เงิน เพราะฉะนั้นบ้านเราจะมี 2 มิเตอร์ ส่วนหนึ่งที่ขายได้เงินมา และส่วนที่ใช้และจ่ายเงิน ให้การไฟฟ้า ตรงนี้ทำให้เกิดส่วนต่างส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า คุ้มหรือไม่คุ้ม

ไฟฟ้าที่เราใช้ตามบ้านเรือน ค่าไฟจะเสียต่อราว 4-5 บาทต่อหน่วย แต่หากเราผลิตไฟฟ้าบนหลังคาบ้านแล้วขายไปในโครงการรัฐบาล เราก็จะได้ค่าไฟคร่าวๆ หน่วยละ 7 บาท ซึ่ง 7 บาท กับ 4 บาทกว่า ถือว่ามีส่วนต่างพอสมควร ทำให้คนติดตั้งได้ประโยชน์จากการขายไปทั้งหมด แล้วค่อยซื้อมาใช้ และเมื่อเทียบกับต่างประเทศที่ใช้ระบบ Net Metering เมื่อผลิตได้จะหักลบกับสิ่งที่ใช้ไปก่อนเหลือเท่าไรค่อยขายไป ถึงจะได้เงิน 7 บาท ในขณะที่ประเทศไทยให้ขายไฟไปก่อนเลยในหน่วยละ 7 บาท แล้วค่อยดึงมาใช้ในราคา 4-5 บาท นโยบายปัจจุบันให้ประชาชนค่อนข้างเยอะ แต่จำกัดเรื่องเวลา เมื่อเปิดเยอะคนให้ความสนใจมากขึ้น ฉะนั้น ราคา 7 บาทอาจจะลดลงตามกลไกตลาด การคืนทุนอยู่ที่ 8-9 ปี ในขณะที่อุปกรณ์ความสามารถใช้ได้ 25-30 ปี สำหรับในระยะยาวจะคุ้มค่า สำหรับบ้านที่ติดตั้งแล้วไม่แน่ใจว่าภายใน 5-10 ปี ต้องย้ายหรือขาย ต้องคำนึงถึงการโยกย้ายด้วย สัมฤทธิ์ กล่าว